“หูตึง”ภัยเงียบที่ก่อให้เกิดโรคได้ ?
โดย ผศ.นพ.สมชาย พัฒนะเอนก โสต ศอ นาสิกแพทย์

มีหลายคนที่ไม่เคยทราบว่า ผู้ที่มีภาวะหูตึงหรือสูญเสียการได้ยิน สามารถก่อให้เกิดโรคได้ในอนาคตอย่างที่เราทราบกันดีว่า ภาวะหูตึงส่วนมากจะพบในผู้สูงวัย หรือมีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปก็จะมีภาวะการได้ยินเสื่อมถอยลง และจะเสื่อมลงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่เนื่องจากปัญหาการได้ยินเสื่อม เป็นปัญหาที่ค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ บางคนก็ไม่ค่อยรู้สึก บางคนก็ทนได้ และแก้ปัญหาโดยให้ผู้ที่สนทนาด้วย พูดเสียงดังขึ้น,ใช้วิธีอ่านปากช่วย หรือดูสีหน้าท่าทางประกอบ เป็นต้น

เมื่อการได้ยินเสื่อมลงไปมาก ก็ทำให้การสื่อสารกับคู่สนทนาเป็นไปได้ไม่ดี สื่อสารไม่เข้าใจกัน เดาเอาบ้าง ทำให้ผู้ที่หูตึงตอบไม่ตรงกับสิ่งที่กำลังสนทนากันอยู่ และฟังคู่สนทนาไม่รู้เรื่อง จึงเริ่มเกิดอาการหงุดหงิดและโมโหง่าย ว่าทำไมคู่สนทนาถึงพูดเสียงเบา ผู้ป่วยก็จะตวาดคู่สนทนาให้พูดดังขึ้น ดังนั้นคู่สนทนาจะพยายามพูดเสียดังกลับไป ดูเหมือนคนทะเลาะกัน ทำให้คู่สนทนาไม่อยากสนทนาด้วยภาวะนี้มักจะเกิดขึ้นภายในบ้าน และจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ความสัมพันธ์ภายในบ้านลดลง ผู้ที่หูตึงก็จะมีอาการหงุดหงิด อารมณ์เสียเพิ่มมากขึ้นเรื่อย สุขภาพจิตเสีย

แพทย์พบว่า ในหลายครอบครัวมีความสัมพันธ์ที่ดีในบ้านเสียไป เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกหรือแม่กับลูก ลดลงหรือเสียไปเนื่องจาก พ่อเเม่ที่สูญเสียการได้ยินเข้าใจว่าลูกตะโกนใส่ตัวเอง อาการเหล่านี้เป็นไปอย่างต่อเนื่องนานเป็นเดือนเป็นปี และพัฒนาเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นโรคซึมเศร้าเมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะโรคซึมเศร้าแล้ว จะเป็นภาวะที่จำเป้นต้องได้รับการรักษาโดยจิตแพทย์ ซึ่งเกิดจากการที่มีภาวะทางอารมณ์กับคนในครอบครัวอยู่ตลอดและมีระยะเวลาต่อเนื่องมานาน

ผมในฐานะแพทย์ หู คอ จมูก มีข้อแนะนำว่า ถ้าเราช่วยเหลือคนที่สูญเสียการได้ยิน โดยการใส่เครื่องช่วยฟังตั้งแต่ในระยะที่ยังเป็นไม่มาก เครื่องช่วยฟังในปัจจุบันจะสามารถพัฒนาเเละฟื้นฟู เปรียบเสมือนกับการทำกายภาพบำบัดให้กับการได้ยิน ก็สามารถทำให้ประสาทหูมีความไวต่อเสียง เพิ่มขึ้น และเข้าใจคำพูดได้ดีขึ้น สามารถสนทนากับผู้อื่นได้ และรับฟังผู้อื่นได้ และรับฟังเข้าใจ และใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีความสุข